ฟันน้ำนมผุ: อุปสรรคต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโต

ฟันน้ำนมผุ: อุปสรรคต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโต

 

 

จากสถิติเกี่ยวกับปัญหาฟันผุในเด็ก ซึ่งพบว่า เด็กส่วนใหญ่เริ่มมีฟันผุกันตั้งแต่อายุเพียง9 เดือน โดยในเด็กอายุ 3 ขวบ จะพบว่ามีฟันน้ำนมผุร้อยละ 60 โดยเฉลี่ยคนละ 3 ซี่ ส่วนในเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 3 – 5 ขวบ จะมีฟันน้ำนมผุมากขึ้น คือร้อยละ 80 และจะมีฟันผุประมาณคนละ 5 ซี่ ซึ่งอุบัติการณ์นี้พบว่าสูงมากขึ้นอย่างรวดเร็วในชนบท โดยในบางพื้นที่จะพบเด็กที่มีฟันผุถึงร้อยละ 100 และร้อยละ 90 ของจำนวนเด็กที่มีฟันผุยังไม่เคยได้รับการรักษาแต่ประการใดๆ

 

จึงเป็นที่น่าวิตกกังวลอย่างมากที่พ่อแม่มักจะมองข้ามปัญหา “ฟันน้ำนมผุ” เพราะถือเป็นสถานการณ์อันตรายที่ส่งผลกระทบทั้งต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตตามวัย เนื่องจากเด็กที่มีฟันน้ำนมผุจะมีปัญหาในเรื่องของการบดเคี้ยว จึงอาจทำให้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ทำให้มีภาวะทุพโภชนาการมีรูปร่างแคระแกร็น สมองพัฒนาไม่ค่อยดี และความสามารถในการเรียนรู้ช้าซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยที่พบว่า การบดเคี้ยว มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการด้านการทำงานของสมอง เพราะการเคี้ยวอาหารแข็งจะส่งสัญญาณประสาทไปยังสมอง ทำให้มีการเจริญเติบโตทางสมองดีกว่าเมื่อเทียบกับการเคี้ยวอาหารอ่อน

 

และถ้าหากเด็กมีอาการเจ็บปวดเรื้อรังจากฟันผุ ซึ่งมักจะทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง ก็จะส่งผลทำให้มีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเด็กในวัยเดียวกัน เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวของเด็กที่มีฟันแข็งแรง โดยความเจ็บปวดนี้ยังจะไปรบกวนการนอนที่มีส่วนทำให้การหลั่งฮอร์โมนควบคุมการเจริญเติบโตของร่างกายลดลง ซึ่งมีผลต่อกระบวนการเผาผลาญสารอาหาร และพัฒนาการตามปกติในวัยเด็กนอกจากนี้ยังมีรายงานพบว่า เด็กที่สูญเสียฟันน้ำนมซี่บนด้านหน้าไปตั้งแต่อายุยังน้อยนอกจากจะส่งผลต่อพัฒนาการในการพูดและความเชื่อมั่นในตนเองแล้ว ยังมีแนวโน้มว่าเด็กจะมีโอกาสเกิดฟันผุในฟันแท้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

 

จะเห็นได้ว่า ปัญหาฟันน้ำนมผุเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อตัวเด็กเป็นอย่างมาก ดังนั้น การป้องกันฟันผุด้วยการดูแลรักษาความสะอาดของช่องปากและฟันให้กับเด็ก โดยการปลูกฝังนิสัยรักการแปรงฟัน และแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์วันละ 2 ครั้ง มีการควบคุมเรื่องการรับประทานให้มาก โดยเฉพาะของหวานและน้ำอัดลม การฝึกและส่งเสริมให้เด็กเห็นคุณค่าและเลือกรับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรงรวมทั้งพาเด็กไปพบทันตแพทย์อย่างน้อยทุกๆ 6 เดือน อย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจประเมินฟันผุ และทำการเคลือบฟลูออไรด์ต่อไป เพียงเท่านี้ ลูกๆ ของคุณก็จะมีฟันสวย แข็งแรง ไม่เป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตตามวัยอีกต่อไป

 

รักษาผิวหน้า ด้วย ธรรมชาติ ให้ปราศจากสิว แถมผิวเยาว์วัย

รักษาผิวหน้า ด้วย ธรรมชาติ ให้ปราศจากสิว แถมผิวเยาว์วัย

สิวปัญหาพื้นฐานที่ทำให้สาวๆ กังวล ส่งผลต่ออารมณ์ ความเครียด ยิ่งเครียด ยิ่งเป็น ยิ่งเครียด ยิ่งเกิด แล้วจะทำอย่างไร? ให้ผิวห่างจากการเกิดสิว สาวๆหน้าใส มีเคล็ดลับอย่างไร วันนี้ เราขอเสนอวิธีการรักษาผิวหน้าโดยวิธีการธรรมชาติ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเหมือนกับการรักษาผิวหน้าด้วยวิธีอื่นๆ ซึ่งจริงๆ เราสามารถใช้วิธีการรักษาที่มาจากสารธรรมชาติง่ายๆ ดังนี้คะ

ขั้นตอนวิธีการ

  1. ล้างหน้าให้สะอาด นวดผิวหน้า ด้วยมือที่ล้างสะอาด นวดเป็นวงกลม เบาๆ ประมาณ 2 – 3 นาที เพราะการนวดเช่นนี้จะช่วยกระตุ้นการผลัดผิว ทำให้ผิวหน้าเปิดพร้อมรับสารที่เป็นประโยชน์ต่อผิว ตามสารอาหารที่เป็นประโยชน์ชั้นดี ที่เราได้จัดเตรียมไว้
  2. นำวิตามิน อีที่จัดเตรียมไว้ ชโลมผิวหน้านวดหน้าต่อไปเรื่อยๆ เพราะวิตามินอีจะซึมทราบเข้าผิวได้ดี และในตัววิตามิน อี เองจะช่วยให้ผิวชุ่มชื่น ลดรอยแผลเป็นและจุดด่างดำ
  3. พยายามรับประทานอาหารจำพวกผัก ผลไม้ที่สดสะอาด ปราศจากสารเคมี สม่ำเสมอ เป็นผัก ผลไม้ออแกนิคได้ยิ่งดี เพราะจะทำให้เราได้รับวิตามินเพิ่มมากขึ้น สารอาหารเหล่านี้จะส่งผลโดยตรงต่อผิวพรรณ ร่างกาย และสุขภาพ หลังจากรับประทานอาหารในแต่ละมื้อ ให้หาของว่าง จำพวกธัญพืชมาตามท้าย จะช่วยระบบขับถ่ายให้ดีขึ้นด้วย
  4. ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้วต่อวัน เพื่อที่จะทำให้ผิวนั้นชุ่มชื่น ดูอ่อนเยาว์ สดใส ที่สำคัญน้ำยังไปช่วยในเรื่องระบบหมุนเวียนเลือด ช่วยในการฟื้นตัวของผิวหนัง และ ระบบขับถ่ายอีกด้วย
  5. ในช่วงก่อนนอนให้คุณ ใช้น้ำมันคาโมไมล์สกัด แต้มผิวที่มีจุดรอยด่างดำ วิธีการนี้เป็นวิธีรักษาโดยใช้สารจากธรรมชาติ เพราะ ในน้ำมันกาโมไมล์สกัดนั้น มีสรรพคุณในการปรับปรุง ฟื้นฟู ผลัดผิวเสีย รอยด่างดำให้ดูจางลด เป็นวิธีการรักษาที่ค่อนข้างปลอดภัย แค่ใช้เวลาเท่านั้นเอง
  6. เพราะทุกวัน ผิวหน้าได้รับสารเคมีมาตลอด ไม่ว่าจากทางตรงโดยการแต่งหน้าด้วยตัวคุณเอง หรือ ทางอ้อม จำพวกแสงแดด ฝุ่น ควันต่างๆ ดังนั้นการขัดผิวหน้าจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จำเป็น ให้คุณหาเวลาวันหยุดในแต่ละอาทิตย์ พยายามหาสมุนไพรมาขัดหน้าเป็นประจำ และควรทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ความแต่งต่างจากเดิมได้ดีที่สุด

รับประกัน สำหรับ 6 วิธีข้างต้นที่กล่าวมาแล้วนั้น หากคุณทำได้ คุณจะได้พบกับผิวหน้าที่สว่างใส มีออร่าไปที่ใด ล้วนสะกดสายตา คุณหนุ่มๆ ให้หันกลับมามองชนิด หันคอแทบ 180 องศาเลยคะ

 

ผิวสวย ใส ดูสุขภาพดี ขั้นตอนง่ายหาได้จากผักสวนครัว

ผิวสวย ใส ดูสุขภาพดี หาได้ง่ายจากในครัว (2 สูตร)

สำหรับ 2 สูตรนี้มีส่วนผสมที่หาได้ง่าย ๆ จากผักในครัว

สูตรที่ 1 จะช่วยในเรื่องของการบำรุงผิวพรรณเพิ่มความสดใส ลดความหมองคล้ำ

สูตรที่ 2 เพิ่มความกระชับยืดหยุ่นชะลอความเสื่อมสภาพของผิวอีกทั้งยังดูสุขภาพดีอีกด้วย

มาดูวิธีทำกันเลย

สูตรที่ 1

  • ใบเตย 4-5 ใบ(ช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื่น สดใส ลดริ้วรอยหมองคล้ำ)
  • ใบตำลึง ประมาณ 1 กำมือ(ใบตำลึง ช่วยลดเลือนริ้วรอย ลดความเหี่ยวย่น ให้ความเต่งตึง)
  • น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ(น้ำผึ้ง มีฤทธิ์ในการยับยั้งและต้านเชื้อแบคทีเรีย)

นำใบเตย และ ใบตำลึง ล้างน้ำให้สะอาด จากนั้น นำใบเตยมาคั้นเอาแต่น้ำให้ได้    2 ช้อนโต๊ะ ส่วน ใบตำลึง คั้นเอาแต่น้ำเช่นกัน ให้ได้ 1 ช้อนโต๊ะ เมื่อได้แล้วนำทั้งหมดมาผสมกับน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ ผสมจนเข้ากันดี นำไปพอกหน้าได้เลย อย่าลืมล้างหน้าให้สะอาดก่อน และรอให้ผิวแห้งดีก่อน แล้วจึงนำส่วนผสมมาพอกให้ทั่วใบหน้าและลำคอยกเว้นรอบดวงตาและปาก  ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำอุ่นตามด้วยน้ำเย็น  ควรทำสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง สูตรนี้สามารถทำได้ทั้งผิวหน้าและลำตัว เพื่อผิวสุขภาพดี

สูตรที่ 2

  • แครอทขนาดเล็ก 1 หัว (แครอท ช่วยปรับสภาพผิวให้มีความเต่งตึง เรียบเนียน กระชับ ฯลฯ)
  • น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ

นำแครอทมาล้างให้สะอาดปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ  แล้วใส่ลงในโถปั่น ปั่นให้ละเอียดจนมี

เนื้อข้น แล้วเติมน้ำผึ้งผสมจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาทาบาง ๆ ให้ทั่วใบหน้าและลำคอ เว้นรอบดวงตาและริมฝีปาก ทิ้งไว้ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำเป็นประจำ สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง หรืออาจจะใช้พอกลำตัวด้วยก็ได้

ขั้นตอนทั้งหมดนี้ มีส่วนผสมที่หาได้ง่าย ๆ จากผักสวนครัว โดยไม่เสียเงินซื้อของราคาแพง ๆ กันเลย เพียงเท่านี้ คุณก็จะมี ผิว สวยใน สุขภาพดี ลดความหมองคล้ำ แสดงออกถึงความสดใย เยาว์วัยด้วย

 

 

 

รักษาแผลง่ายๆ ด้วยไข่ขาว

เชื่อว่าทุกคนคงรู้จักไข่ไก่ แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า เจ้าไข่ไก่แบบธรรมดาที่เราเห็นกันทั่วไปนั้นมันมีคุณประโยชน์มากกว่าที่เราคิด นอกจากจะมีวิตามิน แร่ธาตุ และรสชาติที่อร่อยแล้ว มันยังสามารถนำมารักษาแผลได้ผลดีอีกด้วย เริ่มสนใจแล้วใช่ไหมละครับ อย่ามัวรอช้าครับ รีบไปหยิบไข่มาตอก แยกไข่แดงออก เอาแต่ไข่ขาว แล้วกินดิบเลย (ผมล้อเล่นนะครับ)

สำหรับการใช้ไข่ขาวทางด้านความสวยความงามดูเหมือนว่าจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว เพราะคราวนี้เราจะเอาเจ้าไข่ขาวมารักษาแผลสดกัน หากท่านมีแผลน้ำร้อนลวก หรือ แผลจากความร้อนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันลวก ท่อนาบขา นาบน่อง หมดห่วงได้เลยครับ เพียงท่านตอกไข่ใส่ถ้วย จากนั้นทำการแยกส่วนของไข่แดงออกจากไข่ขาว (สามารถนำไข่แดงไปประกอบอาหาร หรือ ขนมก็ได้) จากนั้นใช้ไข่ขาวล้วนๆ ทาลงไปบริเวณแผล ทิ้งไว้สักครู่หนึ่ง รอจนไข่ขาวแห้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด สิ่งมหัศจรรย์จะบังเกิดขึ้น รอยแดง และรอยแผลที่ถูกน้ำร้อน หรือ น้ำมันลวก ที่พุพอง จะค่อยๆ ยุบตัว แต่มีข้อแม้ว่า ก่อนที่เราจะทาไข่ขาวลงไปบนแผล ห้ามให้แผลโดนน้ำเย็นเป็นอันขาด และห้ามแกะแผล ด้วย

คราวนี้เพื่อนๆ คงจะหายห่วงเรื่องแผลน้ำร้อนลวก น้ำมันลวก รวมทั้งแผลจากความร้อน ได้แล้วละครับ แถมไข่ที่เหลือยังสามารถนำมาประกอบอาหารได้อีกด้วย ช่างเป็นอาหารที่สารพัดประโยชน์เสียจริงๆ ว่าแล้วก็ไปหาไข่ดาวมารับประทานดีกว่า

ปวดร้อนฝ่าเท้า เราแก้ได้

คุณเคยมีความรู้สึกเจ็บแปลบหรือปวดบริเวณฝ่าเท้าหลังจากตื่นนอนทันทีที่เท้าสัมผัสกับพื้น แต่เมื่อเดินไปเดินมาสักพักอาการเหล่านี้ก็จะหายไปบ้างหรือเปล่าครับ หากท่านกำลังประสบกับปัญหาเหล่านี้อยู่ วันนี้ผมมีวิธีแก้ที่ได้ผลดี และสามารถทำได้ง่ายๆ ที่บ้านท่านเอง ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้น เราลองมาดูกันครับ

อาการปวดร้อนฝ่าเท้ามักเป็นในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะในช่วงอายุประมาณ 40 – 60 ปี มักเกิดกับคนที่ใช้เท้ามาก เช่น การยืน หรือ เดินเป็นเวลานานๆ และยังเกิดกับคนที่ใช้รองเท้าไม่เหมาะสมกับเท้าของตัวเอง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เส้นเอ็นฝ่าเท้า หรือ พังผืดกลางฝ่าเท้าเกิดอาการอักเสบ ส่งผลให้มีอาการปวดฝ่าเท้า สำหรับวิธีบรรเทาอาการปวดฝ่าเท้าในเบื้องต้น สามารถทำได้โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และพฤติกรรมในข้างต้นที่กล่าวมา รวมไปถึงการเลือกรองเท้าที่เหมาะสม มีพื้นที่นุ่ม ไม่ยืนหรือใช้เท้าเป็นเวลานานก็สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่หากยังไม่หาย ให้ตรวจสอบตัวเองว่ามีพฤติกรรมใดที่ผิดปกติบ้าง เช่น

  1. มีน้ำหนักตัวที่มากกว่าปกติหรือไม่ เพราะน้ำหนักตัวมาก ส่งผลให้เท้าต้องรับน้ำหนักมากยิ่งขึ้น ทำงานมากขึ้น
  2. รับประทานอาหารที่มีรสหวาน และ อาหารจำพวกแป้ง มากเกินไปหรือไม่ เนื่องจากอาหารรสหวาน และอาหารจำพวกแป้ง จะไปกระตุ้นการอักเสบให้มีอาการรุนแรงมากยิ่งขึ้น

นอกจากนั้นการรับประทานวิตามินหรือแร่ธาตุเพื่อลดอาการอักเสบจำพวกแร่ธาตุแคลเซี่ยม, แมกนีเซี่ยม, ซีเลเนียม, สังกะสี วิตามิน เอ ซี อี และ บี, และการนวดประคบฝ่าเท้า แช่เท้าในน้ำอุ่น เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ก็เป็นวิธีที่สามารถทำได้เช่นกัน